จากการทัวร์ของนายป๋องกะชิวอิกครั้งนี้ ในทริป "พะโต๊ะวันนี้ ยังมีหมอกห่ม (ทริปแคนเซิ้ล แคนเซิ่ล)"
http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php/topic,994.0.html ทำให้นายป๋อง อยากจะมีข้อเสนอแนะสักเล็กน้อย
ข้อแรก พื้นที่ อ.พะโต๊ะ ร้อยละ ๗๐ (อาจจะกว่าด้วยซ้ำ) เป็นพื้นที่ป่า ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ (สภาพความสมบูรณ์ เกือบเต็ม ๑๐๐ เลยล่ะ) แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนแปลง เพราะถึงแม้จะเห็นเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ก็เป็นเขียวเศรษฐกิจซะเกือบ ๓๐ % (สวนยาง และ สวนปาล์ม) เสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ หากมีการรุกล้ำถากถางพื้นที่เพิ่มขึ้น ต้องกระจายความรู้ในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ให้กับประชาชนผ่านทางเจ้าหน้าที่ปกครองระดับตำบล และหมู่บ้าน ให้ชาวบ้านรู้ว่า ถึงป่าจะยังคงเป็นป่า แต่ก็สามารถที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจระดับหมู่บ้านได้ ดีกว่าการบุกรุกป่าเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจซะอีก สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ "วิสัยทัศน์" ของผู้นำชุมชนแล้วล่ะครับ
ข้อสอง นายป๋องไม่อยากเห็นพะโต๊ะเมื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว จะมีจุดจบแบบ ปาย
ข้อสาม ความเหมือนกันของชุมชนเมือง คือขยะ จะยังไง ๆ ก็ยังมีถุงพลาสติก กล่องโฟม เกลื่อนกลาดหลังงานเลิก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนเมืองถึงมักง่าย เอ หรือว่านี่เป็นผลพวงแห่งความศิวิไลซ์นะ จัดงานครั้งหน้าของ ๒ อำเภอ พะโต๊ะ - หลังสวน รณรงค์เรื่องจิตสำนึกเรื่องความมีวินัย ไม่มักง่ายดีหรือเปล่าน้อออออออออ เมื่อรณรงค์แล้ว ภาครัฐ ควรที่จะมีการบริการที่ทั่วถึง ในเรื่องจุดสำหรับทิ้ง ถังขยะ หรือถุงขยะที่กระจายถี่ ๆ ในจุดที่ใกล้มือ ทิ้งง่ายเช่น เสาหน้าร้านที่มาออกงาน ร้านเว้นร้าน (ไม่น่าเกลียดหรอกครับ เพราะอายุใช้งานสั้น เสร็จงานก็ขนทิ้งแล้ว เศษอาหารยังไม่ทันเน่าบูดส่งกลิ่นเหม็น) ลดภาระให้กับเจ้าหน้าที่ที่จะทำความสะอาดหลังงานเลิก แถมยังเป็นภาพความสะอาดมีระเบียบของงาน นอกจากนั้นควรจะมีการประชาสัมพันธ์ ย้ำในจุดที่คนสนใจบ่อย ๆ เช่น บนเวที (มีกี่เวที พูดให้หมดทุก ๆ ช่วงครึ่งชั่วโมง) อย่างน้อย คนที่กำลังเงื้อมือทิ้งขยะ อาจจะอายสายตาคนข้าง ๆ บ้าง ป้ายแขวน ป้ายห้อย ป้ายตั้ง ป้ายนอน ป้ายเดิน กระจายให้เต็มพื้นที่ (เอ จะได้ผลหรือเปล่าหว่า)
สุดท้าย ภาพนี้จะเห็นได้ทั่วไปใน อ.พะโต๊ะ หากไม่ใช่พื้นที่ชุ่มน้ำแล้ว จะไม่เห็นเฟิร์นแบบนี้หรอกนะครับ ช่วยกันรักษาไว้ให้ดีนะครับ นายป๋องจะเป็นอีกแรงที่ช่วยรักษาครับ