หน้าบ้าน ตำนาน ขึ้นโขนชิงธง ตำนาน ขึ้นโขนชิงธง
ตำนาน ขึ้นโขนชิงธง พิมพ์ อีเมล
วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2010 เวลา 04:06 น.

legand500


ผู้สันทัดกรณีบางท่านสันนิษฐาน ว่าการแข่งขันเรือยาวของหลังสวนคงจะเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2387 ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะในช่วงนั้นเมืองหลังสวนมีวัดเกิดขึ้นหลายวัด การแห่พระลากพระก็คงจะเกิดขึ้นและมีการแข่งขันเรือยาวกันแล้ว
ประเพณีการ แข่งขันเรือยาวของหลังสวนเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของทุกปี เพราะในวันออกพรรษานี้ชาวพุทธจะไปร่วมทำบุญตักบาตรเทโวที่วัดจากความเชื่อ ที่ว่าในวันอันสมมุตินี้เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาจากสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์เพื่อโปรดสัตว์โลก ซึ่งในสมัยนั้นก็คงจะใช้เรือเป็นพาหนะ เสร็จจากการร่วมทำบุญตักบาตรแล้ว ก็สนุกสนานด้วยการพายเรือแข่งกัน

อย่าง ไรก็ตาม ก็พอจะหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถอ้างอิงได้ว่า การแข่งขันเรือยาวที่เมืองหลังสวน ได้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและสืบเนื่องมาเป็นเวลาร้อยปีเศษ กล่าวคือ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เสด็จประพาสทางชลมารคถึงเมืองหลังสวน ซึ่งในขณะนั้นมีฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ร.ศ. 108 (พ.ศ. 2432) พระยาจรูญราชโภคากร (คอมซิมเต็ก ณ ระนอง) เจ้าเมืองหลังสวนขณะนั้น ได้จัดขบวนเรือรับเสด็จจากปากอ่าวไทย เพื่อนำเรือกลไฟพระที่นั่งทอนิครอฟต์มาตามลำน้ำหลังสวน และเสด็จประทับแรมที่ตำบลขันเงิน หนึ่งในขบวนเรือที่รับเสด็จในคราวนั้น คือ เรือมะเขือยำ สังกัดวัดดอนชัย ซึ่งเป็นเรือยาวที่ใช้ในการแข่งขันและครองความเป็นเลิศอยู่เสมอในสมัยนั้น (ปัจจุบันเรือลำนี้ยังอยู่ในสภาพดี เก็บรักษาอย่างดี ไม่ได้ใช้ในการแข่งขัน แต่จะใช้เป็นเรือเกียรติยศ นำขบวนเรือพาเหรดในการเปิดสนามแข่งขันทุกปี)

การแข่งขันเรือยาวใน ระยะแรก ๆ ไม่มีการมอบรางวัลใด ๆ เป็นการแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน หลังจากที่ได้ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า สมัยก่อนพายชนะ 1 ได้รับผ้าแถบ 1 ผืน และเมื่อได้รับผ้าแถบมาแล้ว นายหัวเรือจะนำมาผูกไว้ที่โขนเรือ ชนะหลายเที่ยวก็จะได้ผ้าแถบหลายผืน และเมื่อเลิกพายแล้ว? ก็จะนำผ้าแถบเหล่านี้ไปเย็บติดกันเป็นผ้าม่านถวายวัดต่อไป
ต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ เรือมีความยาวมากขึ้น ใช้ฝีพายมากขึ้น และในปี พ.ศ. 2482 ได้มี ขันน้ำพานรอง ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมัยนั้น ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ต้องชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จึงจะได้รับขันน้ำพานรองเป็นกรรมสิทธิ์ เรือต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับขันน้ำพานรองใบนี้กันอยู่หลายปี ในที่สุด เรือแม่นางสร้อยทอง ของวัดบรรพตวิสัย (วัดในเขา) ตำบลบางมะพร้าว อำเภอหลังสวน ก็ได้รับขันน้ำพานรองใบนี้เป็นกรรมสิทธิ์

ในสมัยก่อน เรือพายที่แข่งขันไม่ได้กำหนดจำนวนฝีพายเช่นในปัจจุบัน แต่บางประเภทเป็นเรือเพรียวและเรือยาว โดยเรือที่มีฝีพาย 10-20 ฝีพาย จัดเป็นประเภทเรือเพรียว และเรือที่มีฝีพาย 20 ฝีพายขึ้นไปจัดเป็นเรือประเภทเรือยาว ในสมัยนั้นไม่มีกฎกติกาอันใดแม้แต่ลู่สายน้ำก็ยังไม่มีแข่งขันกันเพื่อสนุก สนานเท่านั้น
วัดที่มีเรือยาวในสมัยก่อนนั้นมีไม่มาก เป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำนับจากปากน้ำหลังสวนขึ้นมาก็มีวัดในเขา วัดนาทิการาม วัดดอนชัย วัดต้นกุล วัดแหลมทราย วัดบางลำพู วัดโตนด วัดด่านประชากร วัดขันเงิน คู่ต่อสู้ที่สูสี ผลัดกันแพ้-ชนะ เป็นขวัญใจผู้ชมอยู่ได้หลายปี คือ เรือม้าย่องของวัดบางลำพู (วัดวิเวการาม) และ เรือสิงห์ทองของวัดแหลมทราย (วัดวาลุการาม)

สมัยก่อนยังไม่มี เรือที่ใช้เครื่องยนต์ แต่ละวัดจะจัดเรือพระน้ำโดยใช้เรือยาวและเรือเล็กลากจูงมาจอดที่ท่าน้ำวัด ด่านประชากร ซึ่งเป็นสนามแข่งเรือ พระภิกษุสามเณรจะนั่งมาในเรือพระเมื่อถึงเวลาแข่งเรือก็จะมีเรือมากมายแต่ง กายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณหลายสีสวยงาม ร้องเพลง เป็นที่สนุกสนานและมีเพลงเรืออยู่บทหนึ่ง คือ บทเกี้ยวสาวที่ว่า "ปีนี้ไม่ได้ ผลัดไว้ปีหน้า ถึงวันลากพระค่อยมาจีบใหม่"